เดือน: ตุลาคม 2015

การทดลอง…ว่านกาบหอย (กับ) เยื่อบุข้างแก้ม >__<#

12166310_859344284181040_1803051597_n (1)

วัตถุประสงค์

  1.   ศึกษาลักษณะเซลล์สิ่งมีชีวิต
  2. โครงสร้างของเซลล์สิ่งมีชีวิต
  3.   เปรียบเทียบลักษณะและโครงสร้างของเซลล์สิ่งมีชีวิต

อุปกรณ์

  1.   เซลล์ว่านกาบหอย
  2.   เซลล์เยื่อบุข้างแก้ม
  3.  ไม้จิ้มฟัน
  4.  แผ่นปิด
  5.  แผ่นสไลด์
  6.  กล้องจุลทรรศน์
  7.  หลอดหยด
  8.   บีกเกอร์
  9.  ทิชชู
  10.  มีด

สารเคมี

  1.   สารละลายไอโอดีน
  2.   น้ำกลั่น

วิธีการทดลอง

เซลล์ว่านกาบหอย

  1.  นำกล้องจุลทรรศน์ออกจากตู้  วางไว้บนโต๊ะ เสียบไฟรอเตรียมไว้
  2.   ใส่น้ำในบีกเกอร์ตั้งเตรียมไว้ก่อน
  3.  นำมีดกรีดบริเวณหลังใบของว่านกาบหอย  กรีดเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเปลือกสีม่วง  พยายามไม่ให้ติดสีเขียว
  4.  นำส่วนที่เป็นสีม่วงของใบว่านกาบหอยที่กรีดได้ วางลงบนแผ่นสไลด์
  5.  จากนั้นนำหลอดหยดดูดน้ำกลั่นจากบีกเกอร์ที่เตรียมไว้  มาหยดลงบนแผ่นสไลด์ที่มีเซลล์ว่านกาบหอยวางไว้ประมาณ 1- 2  หยด
  6.  ใช้แผ่นปิด  ปิดลงไปบนแผ่นสไลด์  โดยเริ่มปิดจากกาารให้ด้านหนึ่งของกระจกปิดอยู่ติดกับน้ำบนแผ่นสไลด์  และค่อยๆปิด  ในการปิดควรทำมุม 45  องศาแล้วปิดลงเรื่อยๆจนแนบสนิท
  7.  นำแผ่นสไลด์นี้ไปวางบนแท่นวางวัตถุบนกล้องจุลทรรศน์
  8.  เปิดสวิทซ์กล้องจุลทรรศน์  และปรับแสง  รวมถึงปรับความหยาบ  และความชัดของกล้องจุลทรรศน์  ให้อยู่ในกำลังขยายาที่เหมาะสม
  9.  การใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูเซลล์  ควรเริ่มจากกำลังขยายต่ำสุดที่  4  x  แล้วจึงเพิ่มกำลังขยายเป็น  10 x  ,40 x  ตามลำดับ
  10.  สังเกตภาพที่ได้  จากนั้นบันทึกผล  และสรุปผลการทดลอง
  11.  ปิดสวิทซ์กล้องจุลทรรศน์  แล้วนำแผ่นสไลด์ออกเพื่อทำความสะอาด

เซลล์เยื่อบุข้างแก้ม

  1.  นำไม้จิ้มฟันขูดบริเวณกระพุ้งแก้ม
  2.  นำสิ่งที่ขูดได้จากกระพุ้งแก้มใส่ในแผ่นสไลด์
  3.  จากนั้นใส่สารละลายไอโอดี  ความเข้มข้มร้อยละ5  หยดลงบนแผ่นไลด์  2  หยด
  4.  ใช้แผ่นปิด  ปิดลงบนแผ่นไลด์ ( วิธีการปิดก็วิธีการเดียวดังข้อ  3.)
  5.  หากมีสารละลายไอโอดีไหลออกมาภายนอก  ควรใช้กระดาษทิชชูซับออก
  6.  นำแผ่นไลด์ไปวางบนแท่นวางวัตถุ  (จากนั้นทำดังเช่น  ข้อ  4 และข้อ  5)
  7.  บันทึกและสรุปผลการทดลอง
  8.  ปิดสวิทซ์กล้องจุลทรรศน์  นำแผ่นสไลด์ออกทำความสะอาด  รวมถึงบริเวณรอบๆเช่นกัน
  9.  เก็บกล้องจุลทรรศน์เข้าตู้

ผลการทดลอง

เซลล์ว่านกาบหอย

IMAG0128

เซลล์เยื่อยุข้างแก้ม

images (1)

สรุปผลการทดลอง

  1.  จากการศึกษาผ่านกล้องจุลทรรศน์  ทำให้ทราบว่าโครงสร้างภายในของเซลล์สิ่งมีชีวิตนั้นจะประกอบไปด้ววย  Cell  membrane  (เยื่อหุ้มเซลล์ )  Cytoplasm (ไซโทพลาสซึม ) และ  Nucleus  ( นิวเคลียส )  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่รอดได้
  2.  การเปรียบเทียบระหว่างสาเซลล์  จะเห็นว่าสิ่งที่เซลล์สัตว์ไม่มีแต่เซลล์พืชมี  หรืออาจมีแตกต่างกัน  คือ คลอโรพลาสต์  ผนังเซลล์  และ แวคิวโอล (ซึ่งถ้าใช้กำลังขยายมากๆจะเห็นแต่ที่กำลังขยาย  40 x จะไม่เห็น  และจะมีน้อยมาก

การเปรียบเทียบระหว่างเซลล์พืชด้วยกัน  และเซลล์สัตว์

 2

ดังนั้นเซลล์ทุกชนิดจะมีรูปร่างที่แตกต่างกัน  ถึงจะเป็นชนิดเดียวกันก็ตาม  แต่โครงสร้างภายในซ่อมแตกต่างกัน  สำหรับเซลล์พืชอาจมีNucleus , Cell  membrane, Cell  wall  ,Vacuole , Chloroplast ,  Cytoplasm  ก็จริงแต่จะมีขนาดไม่เท่ากัน  เช่น  Cytoplasmมีขนาดไม่เท่ากันจึงทำให้ของเหลวที่อยู่ในเซลล์ทั้งสองชนิดไม่เท่ากัน  รูปร่างควบอวบ  เหี่ยวของเซลล์เลยต่างกันไป  ความจุและความเร็วของสารที่ต้องส่่งไปยังเซลล์อื่นของร่างกายก็ต่างกัน

โฆษณา

เซลล์สิ่งมีชีวิต การทดลองเซลล์ว่านกาบหอย

33

เรียนในเรื่องวิธีการใช้กล้องจุลทรรศน์ และการวิธีการเก็บรักษากล้องจุลทรรศน์อย่างถูกวิธีเมื่อใช้งานเสร็จแล้ว
—>โดยการใช้ทดลองกับเซลล์ว่านกาบหอย

66

วัตถุประสงค์

1.ศึกษาลักษณะและโครงสร้างของเซลล์สิ่งมีชีวิต

2.อธิบายหน้าที่และความสำคัญของเซลล์แต่ละเซลล์ได้

3.สามารถรู้และเข้าใจองค์ประกอบของเซลล์พืชได้

4.สามารถรู้และเข้าใจในเรื่องเซลล์พืชได้

        อุปกรณ์

  1.   เซลล์ว่านกาบหอย
  2.   แผ่นปิด
  3.   กระจกแผ่นสไลด์
  4.   กล้องจุลทรรศน์
  5.   หลอดหยด
  6.   กระดาษทิชชู
  7.   มีด

       วิธีการทดลอง

  1. นำว่านกาบหอยมาฉีกหรือหั่นกับมีดแล้วลอกเอาแค่เปลือกบางๆขนาดประมาณ 2มิลลิเมตร
  2. นำว่านกาบหอยที่ลอกแผ่นบางไปวางบนแผ่นสไลด
  3. หยอดน้ำสะอาดหนึ่งหยอดประมาณ 1 cc
  4. นำแผ่นปิดมาปิดไว้ด้านบน
  5. เช็ดน้ำที่เหลือจากออกมาจากแผ่นปิด
  6. แล้วนำไปวางดูด้วยกล้องจุลทรรน์ผลการทดลองภาพ “เซลล์ว่านกาบหอย”                                                                                                                                                                              เซลล์โครงสร้างสรุปผลกา รทดลองผลจากการดูเซลล์พืชว่านกาบหอยด้วยกล้องจุลทรรศน์ สามารถสรุปได้ดังนี้1.เซลล์ใบว่านกาบหอยมีลักษณะที่เป็นปากใบและเซลล์ว่านกาบหอยมีรูปทรงปากใบ 2 แบบ คือแบบรูปทรงของช่องคล้ายหกเหลี่ยม และรูปร่างคล้ายแบบเมล็ดถั่ว ซึ่งเรียกว่า เซลล์คุม มีคลอโรพลาสต์จำนวนมากภายในเซลล์

    2.โครงสร้างภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะประกอบไปด้วย เยื่อหุ้มเซลล์(Cell membrane) ไซโทพลาสซึม (Cytoplasm) และ   นิวเคลียส (Nucleus)  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่รอดได้

    3.ความแตกต่างระหว่างเซลล์พืชกับเซลล์สัตว์  คือ คลอโรพลาสต์  ผนังเซลล์  และแวคิวโอล ถ้าใช้กำลังขยายมากขึ้นสามารถมองเห็นได้ แต่ที่กำลังขยาย  40 x จะไม่เห็น  และจะเห็นมีน้อยมาก

    วิธีการใช้และการเก็บกล้องจุลทรรศน์

    d]hv'

    การใช้และดูแลรักษากล้องจุลทรรศน์

    วิธีใช้
    1.  วางกล้องให้ฐานอยู่บนพื้นรองรับที่เรียบสม่ำเสมอ เพื่อให้ลำกล้องตั้งตรง
    2.  หมุนเลนส์ใกล้วัตถุ (objective lens) กำลังขยายต่ำสุดอยู่ตรงกับลำกล้อง
    3.  ปรับกระจกเงาใต้แท่นวางวัตถุให้แสงสะท้อนเข้าลำกล้องเต็มที่ โดยใช้ตามองผ่านเลนส์ใกล้ตาลงไป จะเห็นเป็นวงกลมสีขาวที่มีความสว่าง
    4.  นำสไลด์ที่จะศึกษาวางบนแท่นวางวัตถุ ให้วัตถุอยู่กลางบริเวณที่แสงผ่าน แล้วค่อยๆ หมุนปุ่มปรับภาพหยาบ (coarse adjustment knob) ให้ลำกล้องเลื่อนลงมาอยู่ใกล้วัตถุที่จะศึกษามากที่สุด โดยระวังอย่าให้เลนส์ใกล้วัตถุสัมผัสกับกระจกปิดสไลด์
    5.  มองผ่านเลนส์ใกล้ตา (eyepiece) ลงตามลำกล้องพร้อมกับหมุนปุ่มปรับภาพหยาบ (coarse adjustment knob) ขึ้นช้าๆ จนมองเห็นวัตถุที่จะศึกษาแล้วจึงเปลี่ยนมาหมุนปุ่มปรับภาพละเอียด (fine adjustment knob) เพื่อปรับภาพให้ชัด อาจเลื่อนสไลด์ไปมาช้าๆ เพื่อให้วัตถุที่ต้องการศึกษามาอยู่กลางแนวลำกล้อง ในการใช้กล้องบางรุ่น ขณะปรับภาพ ลำกล้องจะเคลื่อนที่ขึ้นและลงเข้าหาวัตถุ แต่กล้องส่วนใหญ่ในปัจจุบันแท่นวางวัตถุจะเป็นส่วนที่เลื่อนขึ้นลงเข้าหาเลนส์ใกล้วัตถุ
    6.  ถ้าต้องการขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น ให้หมุนเลนส์ใกล้วัตถุที่มีกำลังขยายสูงขึ้น  เข้ามาในแนวลำกล้อง โดยไม่ต้องขยับสไลด์อีก แล้วหมุนปุ่มปรับภาพละเอียดเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
    7.  การปรับแสงที่เข้าในลำกล้องให้มากหรือน้อยให้หมุนปุ่มปรับไดอะแฟรม (diaphragm) ปรับแสงตามต้องการ

    กล้องจุลทรรศน์ที่ใช้กันในโรงเรียนจะมีจำนวนเลนส์ใกล้วัตถุจำนวน 2 – 3 อัน และมีกำลังขยายต่างๆ กันไป อาจเป็นกำลังขยายต่ำสุด ×4  กำลังขยายขนาดกลาง ×10 กำลังขยายสูง ×40 หรือกำลังขยายสูงมากๆ ถึง ×100 ส่วนกำลังขยายของเลนส์ใกล้ตานั้นโดยทั่วไปจะเป็น ×10 แต่ก็มีบางกล้องที่เป็น × 5 หรือ ×15
    กำลังขยายของกล้องจุลทรรศน์คำนวณได้จากผลคูณกำลังขยายของเลนส์ใกล้วัตถุกับกำลังขยายของเลนส์ใกล้ตาซึ่งมีกำกับไว้ที่เลนส์ เช่น ถ้าใช้เลนส์ใกล้วัตถุ ×10 และเลนส์ใกล้ตา ×10 กำลังขยาย เท่ากับ 10×10 เท่ากับ 100 เท่า

    การดูแลรักษา
    หลังจากใช้กล้องจุลทรรศน์เสร็จ ใช้ผ้าที่สะอาดและแห้งเช็ดทำความสะอาดส่วนที่เป็นโลหะ สำหรับส่วนที่เป็นเลนส์และกระจกทำความสะอาดโดยใช้กระจกเช็ดเลนส์เท่านั้น เลื่อนที่หนีบสไลด์ให้ตั้งฉากกับตัวกล้อง หมุนเลนส์ใกล้วัตถุที่มีกำลังขยายต่ำสุดให้อยู่ในแนวลำกล้องแล้วเลื่อนให้อยู่ในระดับต่ำสุด ปรับกระจกเงาให้อยู่ในแนวตั้งฉากกับพื้น ใช้ผ้าคลุมไว้เมื่อเลิกใช้งาน อย่าเก็บกล้องไว้ในที่ชื้นเพราะจะทำให้เลนส์ขึ้นรา

เซลล์ของสิ่งมีชีวิต Protokaryotic & Eukaryotic

เซลล์คืออะไร???   อะไรคือเซลล์???

2

เซลล์ (Cell) มาจากคำว่า Cella ในภาษาละติน ซึ่งมีความหมายว่าห้องเล็ก ๆเซลล์เป็นหน่วยเล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิตสามารถเพิ่มจำนวน เจริญเติบโตและตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ เซลล์บางชนิดเคลื่อนที่ได้ด้วย

               เซลล์ เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต แบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามลักษณะของการมีเยื่อหุ้มนิวเคลียสคือ

1.โปรคาริโอติกเซลล์ (Protokaryotic cell ) 

3-2557-4-638

เป็นเซล์ของสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำได้แก่ ไซยาโน แบคทีเรีย (cyanobacteria) แบคทีเรีย (bacteria) และไมโคพลาสมา (mycoplasma) มีสารพันธุกรรม อยู่ในบริเวณโครงสร้างที่เรียกว่า นิวคลีออยด์ ( nucleoid) ที่ปราศจาก เยื่อหุ้มนิวเคลียส ( nuclear membrane) และไม่มีโปรตีนฮีสโตน (histone) ภายใน ไซโตพลาสซึม( cytoplasm) ไม่มีออร์แกแนลชนิดที่มีเยื่อหุ้ม (membrane organelles) และโครงร่างภายในไซโตพลาสซึม (cytoskeleton)

2.ยูคาริโอติกเซลล์ (Eukaryotic cell)

ดาวน์โหลด

 เป็นเซลล์ของสิ่งมีชีวิตชั้นสูง พวกเห็ด รา พืช และสัตว์ เซลล์ชนิดนี้มีขนาดใหญ่กว่าชนิดแรก และมีนิวเคลียสที่เห็นได้ชัดเจน แยกจาก บริเวณไซโตพลาสซึม และมีเยื่อหุ้มนิวเคลียส (nuclear membrane) หุ้มรอบ สารพันธุกรรม ซึ่งมีโปรตีนฮีสโตน เป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้ยังพบทั้ง ออร์แกแนล ที่มีเยื่อหุ้มจำนวนหลายชนิด รวมทั้งออร์แกแนลที่ไม่มีเยื่อหุ้มอยู่ภายในไซโตพลาสซึม

ลักษณะและส่วนประกอบ ของเซลล์สิ่งมีชีวิต (Cell of organisms)

-1-638

เซลล์ (Cell) หมายถึง หน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต มีรูปร่างลักษณะและขนาดแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของสิ่งมีชีวิตและหน้าที่ของเซลล์เหล่านั้นเซลล์ที่มีขนาดเล็กที่สุดคือ ไมโครพลาสมา (Mycoplasma) หรือ PPLO (Pleuropneumonia – like organism) มีขนาดประมาณ 0.1 – 0.25 m เซลล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ เซลล์ไข่นกกระจอกเทศ

ประวัติการศึกษาเซลล์ (Cell)

  • ศตวรรษที่ 17 กาลิเลโอ ได้ประดิษฐ์แว่นขยายกำลังขยาย 2-5 เท่า ส่องดูสิ่งมีชีวิตเล็กๆ
  • ค.ศ.1665 Robert Hook ได้ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์เลนส์ประกอบได้สำเร็จ ซึ่งมีกำลังขยาย 270 เท่า และนำไปส่องดูไม้คอร์กที่เฉือนบางๆและพบห้องว่างมากมายที่เขาเรียกว่า Cell
  • ค.ศ.1839 ชวานน์และชไลเดน ได้เสนอ ทฤษฎีเซลล์

ทฤษฎีเซลล์ (Cell Theory)

เสนอโดย Schwann และ Schleiden มีใจความสำคัญว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายประกอบด้วยเซลล์และผลิตภัณฑ์ของเซลล์ ในปัจจุบัน พบว่าสิ่งมีชีวิตที่ไม่ประกอบด้วยเซลล์ก็มี เช่น Virus และ Viroid เพราะเหตุว่า ไม่มีเยื่อหุ้มเซลล์และโพรโทพลาซึม

ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้วย

  1. ผนังเซลล์ (Cell wall) พบในเซลล์พืช รา ยีสต์ ไม่พบในเซลล์สัตว์ สร้างความแข็งแรง ทำให้เซลล์คงรูปร่างอยู่ได้ยอมให้โมเลกุลของสารเกือบทุกชนิดผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระ ประกอบด้วยเซลลูโลสเรียงกันเป็นมัด ๆ เรียกว่า (Microfibril) โดยมีสาร (Pectin) เป็นตัวเชื่อม
  2. เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane) พบในเซลล์สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ควบคุมการผ่านเข้าออกของสารเพราะมีสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่าน ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนอยู่รวมกันเป็น Fluid mosaic model กล่าวคือ โมเลกุลของฟอสโฟลิพิดเรียงกันเป็น 2 ชั้น หันด้านมีขั้วซึ่งชอบรวมตัวกับน้ำ (Hydrophilic)ออกด้านนอก และหันด้านไม่มีขั้นซึ่งไม่ชอบรวมกับน้ำ (Hydrophobic) เข้าข้างใน และมีการเคลื่อนที่ไหลไปมาได้ ส่วนโปรตีนมีลักษณะเป็นก้อน (Globular) ฝังหรือลอยอยู่ในชั้นไขมัน และอาจพบคาร์โบไฮเดรตเกาะที่ผิวโปรตีนด้วยก็ได้ ไซโทพลาซึม (Cytoplasm) เป็นของเหลวภายในเซลล์ที่อยู่รอบ ๆ นิวเคลียสประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และแร่ธาตุต่าง ๆ ไซโทพลาซึมมี ออร์แกแนลล์ (Organelle) หลายชนิด ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน
  3. ไรโบโซม (Ribosome)
    มีลักษณะเป็นทรงกลมขนาดเล็กประมาณ 20 nm ประกอบด้วย rRNA และโปรตีน พบทั่วไปในไซโทพลาสซึม ไมโทคอนเดรีย คลอโรพลาสต์ มีหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนสำหรับใช้ภายในเซลล์และส่งออกไปใช้นอกเซลล์

    2. เซนทริโอล (Centriole)
    เป็นท่อกลวง ประกอบด้วยไมโครทิวบูล 9 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ท่อ เรียงกันเป็นวงกลม เรียกว่า 9 + 0 (ตรงกลางไม่มีไมโครทิวบูล)มีหน้าที่สร้างเส้นใยสปินเดิล

    3.ไมโครทิวบูล (Microtubule)
    ประกอบด้วยโปรตีนพวกทิวบูลินเรียงต่อกันเป็นวงเห็นเป็นท่อมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของเซลล์

    4.ไลโซโซม (Lysosome)
    พบเฉพาะในเซลล์สัตว์ มีกำเนิดจากกอลจิคอมเพลกซ์ มีเอนไซม์สำหรับการย่อยสลายสารต่าง ๆ ภายในเซลล์

    5. ร่างแหเอนโดพลาซึม (Endoplasmic reticulum)
    เป็นเมมเบรนที่เชื่อมต่อกับเยื่อหุ้มเซลล์และเยื่อหุ้มนิวเคลียสได้ ไม่พบในเซลล์ของโพรแคริโอต แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือร่างแหเอนโดพลาซึมแบบผิวขรุขระ และร่างแหเอนโดพลาซึมแบบผิวเรียบ

    6.กอลจิคอมเพลกซ์ (Golgi complex)
    เป็นถุงแบนบางเรียบซ้อนกันเป็นตั้ง ๆ 5 – 8 ชั้น ภายในมีของเหลว ส่วนปลายทั้งสองข้างยื่นพองออกเป็นถุงเล็ก ๆ เรียกว่า เวซิเคิล (vesicle) มีบทบาทในการสร้างไลโซโซม เป็นแหล่งสะสมสารต่าง ๆ ก่อนนำไปใช้ในกิจกรรมของเซลล์

    7.ไมโทรคอนเดรีย (Mitochondria)
    มีหน้าที่สร้างพลังงานให้แก่เซลล์ (ส่วนใหญ่อยู่ในรูป ATP)

    8.พลาสทิด (Plastid)
    พบในเซลล์พืชและเซลล์สาหร่ายทั่วไป (ยกเว้น สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน) เชื่อกันว่าพลาสทิดเพิ่มจำนวนโดยการแบ่งตัวเองได้ 9. แวคิวโอล (Vacuole)มีลักษณะเป็นถุงมีเยื่อหุ้มบาง ๆ เรียกว่า โทโนพลาสต์ (Tonoplast)

    ภายใต้มีของเหลวหรือสารหลายชนิดบรรจุอยู่ แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ

  4. ฟูดแวคิวโอล (Food vacuole)
  5. คอนแทร็กไทล์แวคิวโอล (Contractile vacuole)
  6. แซปแวคิวโอล (Sap vacuole)

นิวเคลียส (Nucleus)

มีรูปร่างคล้ายทรงกลม โดยทั่วไปมีเพียง 1 นิวเคลียสเท่านั้น แต่ในสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำบางชนิด มี 2 นิวเคลียส เช่น พารามีเซียม สำหรับเซลล์เม็ดเลือดแดงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเมื่อเจริญเต็มที่จะไม่มีนิวเคลียส

นิวเคลียสถือว่าเป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของเซลล์ มีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้

  1. เยื่อหุ้มนิวเคลียส (Nuclear membrane) เป็นยูนิตเมมเบรน 2 ชั้น ที่มีสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่านเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มชั้นนอกมีไรโบโซมเกาะอยู่ ผิวของเยื่อหุ้มมีรูเล็ก ๆ (annulus) กระจายทั่วไปเป็นช่องติดต่อระหว่างของเหลวในนิวเคลียสกับของเหลวในไซโทพลาสซึม
  2. นิวเคลียส (Nucleous) เห็นชัดเจนในภาวะปกติที่เซลล์ยังไม่มีการแบ่งตัวไม่มีเยื่อหุ้ม เป็นบริเวณที่สะสม RNA และสังเคราะห์ไรโบโซม 10 เปอร์เซ็นต์ และ RNA 4 เปอร์เซ็นต์
  3. โครโมโซม (Chromosome) เป็นเส้นใยเล็ก ๆ เรียกว่า โครมาทิน (Chromatin) ซึ่งก็คือ โมเลกุลของ DNA ที่มีโปรตีนหุ้มนั่นเอง โครโมโซมประกอบด้วย 2 โครมาทิด (Chromatid) เชื่อมกันที่ เซนโทรเมียร์ (Centromere)

ประเภทของเซลล์ จำแนกตามนิวเคลียสเป็น 2 ประเภท

  1. Prokaryotic cells เซลล์ของสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ พวกแบคทีเรีย สาหร่ายสีเขียว แกมน้ำเงิน และไมโครพลาสมา ลักษณะเด่นคือ เซลล์ไม่มีเยื่อหุ้ม
  2. Ukaryotic cells ได้แก่ เห็ด รา เซลล์ของพืช และสัตว์ทั่วๆไป

ไวรัสและไวรอยด์

  • ไวรัสและไวรอยด์เป็นสิ่งมีชีวิตระดับอนุภาคแต่ไม่เป็นเซลล์เพราะไม่มีเยื่อหุ้มเซลล์และโพรโทพลาซึม
  • โครงสร้างของไวรัสประกอบด้วยสารพันธุกรรม DNA หรืออาจเป็น RNA และมีโปรตีนเป็นเปลือกหุ้มรอบ
  • โครงสร้างของไวรอยด์ประกอบด้วยสารพันธุกรรม RNA เท่านั้น

การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ

1.การลำเลียงสารโดยผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ

  • การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ โดยไม่ใช้พลังงานจากเซลล์ ( passive transport ) การแพร่ ( diffusion ) ,การแพร่ธรรมดา ( simple diffusion ) ,การแพร่โดยอาศัยตัวพา ( facilitated diffusion ),ออสโมซิส ( osmosis ),อิมบิบิชั่น ( Imbibition )และการแลกเปลี่ยนอิออน ( Ion exchange )
  • การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ โดยใช้พลังงานจากเซลล์ ( active transport )

2 การลำเลียงสารโดยไม่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ มี 3 ลักษณะ คือ

  • การนำสารเข้าสู่ภายในเซลล์ ( Endocytosis ) มี 2 วิธี คือ
    – Pinocytosis
    – Phagocytosis
  • การนำสารออกนอกเซลล์ ( Exocytosis )
  • การนำสารผ่านเซลล์ ( Cytopempsis )

การแบ่งเซลล์ การแบ่งเซลล์จะมี 3 ขั้นตอน คือ

  1. อินเทอร์เฟส
  2. การแบ่งนิวเคลียส
  3. การแบ่งไซโทพลาซึม

การแบ่งนิวเคลียสจะมี 2 แบบ คือ

  • การแบ่งแบบไมโทซิส
  • การแบ่งแบบไมโอซิส

ส่วนการแบ่งไซโทพลาซึมจะมี 2 แบบ คือ

  • แบบที่เยื่อหุ้มเซลล์คอดกิ่วจาก 2 ข้างเข้าใจกลางเซลล์ ซึ่งพบในเซลล์สัตว์
  • แบบที่มีการสร้างเซลล์เพลทมาก่อตัวบริเวณ กึ่งกลางเซลล์ขยายไป 2 ข้างของเซลล์ ซึ่งพบในเซลล์พืช

วัฏจักรของเซลล์ (Cell cycle) หมายถึง ช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในขณะที่เซลล์มีการแบ่งตัว ซึ่งประกอบด้วยการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะแบ่งตัวและกระบวนการแบ่งเซลล์

  1. ระยะอินเตอร์เฟส (Interphase) เป็นระยะเตรียมตัวที่จะแบ่งเซลล์
  2. ระยะ M (M-phase) เป็นระยะที่มีการแบ่งนิวเคลียส ซึ่งโครโมโซมจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายขั้นตอนก่อนที่จะถูกแบ่งแยกออกจากกัน

ประกอบด้วย 4 ระยะย่อย คือ

  1. โพรเฟส
  2. เมทาเฟส
  3. แอนาเฟส
  4. เทโลเฟส

ออสโมซิสคืออะไร???

ความหมายปรากฏการณ์ ออสโมซิสในไข่ไก่

12166838_860150577433744_1338415685_n

การออสโมซิส (Osmosis) คือการเคลื่อนที่ของตัวทำละลาย (มักจะกล่าวถึงน้ำ) ผ่านเยื่อเลือกผ่านจากสารละลายที่เข้มข้นต่ำไปยังสารละลายที่เข้มข้นสูง (จำง่ายๆ น้ำมากไปน้ำน้อยและที่สำคัญต้องผ่านเยื่อเลือกผ่าน เช่น เยื่อหุ้มเซลล์ หรือกระดาษเซลโลเฟนที่เราใช่ในการทดลอง)

11300_osmosis (1)

รูปที่ 1 แสดงการออสโมซิส โดยน้ำมากเคลื่อนที่ไปน้ำน้อยผ่านเยื่อบางๆ (semipermeable membrane)

การออสโมซิสมีแรงดันที่เกี่ยวข้อง 2 ชนิด คือ

(1) แรงดันออสโมติก (Osmotic pressure) คือแรงดันที่เกิดขึ้นเพื่อต้านการเคลื่อนที่ของตัวทำละลายที่ผ่านเยื่อบางๆ เช่นเยื่อหุ้มเซลล์

(แรงดันออสโมติกก็คือแรงที่ใช้ต้านการเคลื่อนที่ของน้ำไม่ให้น้ำเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีน้ำมากไปยังบริเวณที่มีน้ำน้อย ดังนั้น หากมีแรงต้านการเคลื่อนที่ของน้ำไม่มาก น้ำจะเคลื่อนที่ผ่านเยื่อบางๆได้มาก (แรงต้านไม่มาก = แรงดันออสโมติกต่ำ)โดยน้ำมีแรงดันออสโมติกต่ำสุด)

(2) แรงดันเต่ง (turgor pressure) คือแรงดันที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ เกิดขึ้นเนื่องมาจากน้ำออสโมซิสเข้าไปภายในเซลล์แล้วดันให้เซลล์แต่งหรือบวมขึ้นมา เมื่อน้ำเข้าไปภายในเซลล์มากเกินไปในกรณีที่เป็นเซลล์สัตว์อาจเกิดการแตกได้ แต่หากเป็นเซลล์พืชมักจะไม่มีการแตกของเซลล์เนื่องจากมีผนังเซลล์คงรูปร่างไว้

โดยที่จุดสมดุลของการแพร่พบว่า แรงดันออสโมติกของสารละลาย = แรงดันแต่งสูงสุด

ประเภทของสารละลายจำแนกตามแรงดันออสโมติก

สารละลายที่มีความเข้มข้นต่างกันจะมีผลต่อเซลล์แตกต่างกันด้วย จึงทำให้แบ่งสารละลายที่อยู่นอกเซลล์ออกได้เป็น 3 ชนิด ตามการเปลี่ยนขนาดของเซลล์ เมื่ออยู่ภายในสารละลายนั้น คือ

  1. สารละลายไฮโพโทนิก (Hypotonic solution)คือสารละลายที่มีแรงดันออสโมติกต่ำ หรือสารละลายที่มีความเข้มข้นต่ำ(มีน้ำมาก)เมื่อนำเซลล์มาแช่ในสารละลายไฮโพโทนิก น้ำจากสารละลายจะเข้าสู่เซลล์ส่งผลให้เกิดการเต่งของเซลล์หรือที่เรียกว่า Plasmoptysis 
    ตัวอย่างเช่น สมมติว่านำเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีความเข้มข้น 0.85% ไปแช่ในสารละลาย 0.25% พบว่าน้ำจากสารละลายจะแพร่จาก0.25% ไปยัง 0.85% จนทำให้เซลล์แต่งและหากน้ำยังเข้าได้เรื่อยก็จะส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตกหรือที่เรียกว่าฮีโมไลซิส (Haemolysis)

เซลล์พืชจะแตกได้หากเป็นเซลล์อ่อนๆเท่านั้นเนื่องจากผนังเซลล์ยังไม่แข็งแรง แต่หากมีผนังเซลล์แข็งแรงแล้วจะไม่แตก

  1. สารละลายไฮเพอร์โทนิก (Hypertonic solution)สารละลายที่มีแรงดันออสโมติกสูง หรือสารละลายที่มีความเข้มข้นสูงแต่น้ำน้อย ดังนั้นหากนำเซลล์มาแช่ในสารละลายไฮเพอร์โทนิกจะทำให้น้ำจากเซลล์จะที่เคลื่อนที่ออกมายังสารละลายจนทำให้เซลล์เหี่ยวที่เรียกว่าplasmolysis ตัวอย่างเช่น การนำเม็ดเลือดแดงไปแช่ในสารละลายไฮเพอร์โทนิกก็จะส่งผลให้เซลล์เหี่ยว หรืออื่นๆ เช่น เมื่อนำเกลือใส่ไปในผลไม้ทิ้งไว้ซักพักจะมีน้ำไหลออกมา นั้นแสดงว่าน้ำออสโมซิสออกมาจากเซลล์ของผลไม้หรือ เมื่อเราล้างจานซักพักมือจะเหี่ยวนั้นก็เพราะว่าน้ำออกจากเซลล์ชองเราเช่นกัน
  2. สารละลายไอโซโทนิก (Isotonic solution)สารละลายที่มีความเข้มข้นระหว่างภายในเซลล์และภายนอกเซลล์เท่ากัน เพราะฉะนั้นหากนำเซลล์ไปแช่ในสารละลายไอโซโทนิกจะทำให้เซลล์ไม่เปลี่ยนรูปร่าง

การเคลื่อนที่ของสารผ่านเข้าออกเซลล์

การทดลองปรากฏการณ์ ออสโมซิสในไข่ไก่

 12165982_860150624100406_1787773711_n

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการออสโมซิสและสามารถอธิบายกระบวนการดังกล่าวได้

การตั้งสมมติฐาน

การกะเทาะเปลือกไข่ด้านป้านของไข่ความกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และนำไปวางบนปากขวดนมที่ใส่น้ำเต็มขวด  เมื่อระยะเวลาผ่านไปจะทำให้น้ำที่อยู่ภายในขวดดันตัวขึ้นและเข้าไปภายในไข่ไก่ทำให้ของเหลวภายในไข่ไก่ดันตัวออกมาขึ้นไปด้านบนตามแท่งหลอด  และถ้าเส้นผ่าศูนย์กลางมีขนาดกว้างและใหญ่ขึ้น  ของเหลวภายในไข่ก็ยิ่งดันออกมากขึ้นและเร็วขึ้น

ตัวแปร

ตัวแปรต้น         ไข่ไก่  น้ำ

ตัวแปรตาม        ความสูงของของเหลวในหลอด

ตัวแปรควบคุม    ระยะเวลา

อุปกรณ์

  1. ไข่ไก่ดิบ 1 ฟอง
  2. ขวดนมเปรี้ยว (เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 5 ซม.) 1 ขวด
  3. มีด 1 เล่ม
  4. หลอดดูดน้ำแบบใส 1 หลอด(เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร) 1 แท่ง
  5. เทียน 1 แท่ง
  6. ไฟเช็ค 1 อัน

 

วิธีการทดลอง

1.กะเทาะเปลือกไข่ไก่ด้านป้านเบาๆ แกะเปลือกไข่ออกให้เหลือเพียงแค่เยื่อหุ้มไข่สีขาวบางๆ ขนาด 1เซนติเมตร

2.เจาะไข่ด้านแหลมด้วยอุปกรณ์ มีด กรรไกร อื่นๆโดยที่ขนาดของรูเท่ากับหลอด

3.จุดเทียนไขด้วยไฟเช็ค จากนั้นนำน้ำตาเทียนหยดลงบนไข่โดยรอบบริเวณปากไข่ไก่ที่ใส่หลอดเอาไว้ ไม่ให้มีรูอากาศเข้าออกได้

4.นำขวดนมเปรี้ยวล้างให้สะอาดจากนั้นก็ใสน้ำให้เต็มเพื่อที่จะใส่ไข่ตั้งไว้

5.วางไข่ลงไปบนขวดนมเปรี้ยวโดยที่ให้เหยื่อหุ้มไข่สีขาวด้านป้านสัมผัสกับน้ำ

6.หลังจากนั้นตั้งไว้เรื่อยๆ ก็สังเกตเห็นได้ว่าจะมีของเหลวภายในไข่ดันตัวขึ้นมาตามแท่งหลอด

ผลการทดลอง

ระยะเวลา   5   นาที    ระดับความสูงของของเหลวที่อยู่ภายในไข่ดันออกมา   à   0 เซนติเมตร

ระยะเวลา  10   นาที   ระดับความสูงของของเหลวที่อยู่ภายในไข่ดันออกมา   à   0.5 เซนติเมตร

ระยะเวลา  20   นาที    ระดับความสูงของของเหลวที่อยู่ภายในไข่ดันออกมา  à   2.8 เซนติเมตร

ระยะเวลา  30   นาที    ระดับความสูงของของเหลวที่อยู่ภายในไข่ดันออกมา  à  4 เซนติเมตร

ระยะเวลา  60  นาที     ระดับความสูงของของเหลวที่อยู่ภายในไข่ดันออกมา  à  6.5 เซนติเมตร

 

สรุปผลการทดลอง

จากการทดลองการออสโมซิส จะเห็นว่าของเหลวภายในไข่ไก่จะดันตัวขึ้นมาตามหลอดขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเกิดการออสโมซิส จากบริเวณที่มีความเข้มข้นมากไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นน้อย โดยผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ของไข่ไก่ ที่เป็นเยื่อเลือกผ่าน จึงทำให้เกิดการกระจายตัวของโมเลกุลน้ำจากบริเวณที่มีน้ำมากไปสู่บริเวณที่มีน้ำน้อย ส่งผลให้แรงดันของน้ำดันของเหลวภายในไข่ขึ้นมาทางหลอด เมื่อเวลาผ่านไปของเหลวภายในไข่ก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และปริมาณของน้ำในขวดนมก็จะลดลงด้วย

จากการทดลองพบว่า 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ของเหลวภายในไข่ขึ้นตามหลอดช้าหรือเร็ว คือ

  1. ต้องไม่มีรูเปิด(นอกเหนือจากช่องภายในหลอด)
  2. เยื้อไข่ขาวเปิดกว้างและจะติดกับน้ำ

 

ปัญหาและอุปสรรค์

เมื่อปิดรูกับน้ำตาเทียนที่เจาะหลอดเข้าไปไม่สนิท การเกิดปรากฏการณ์ก็จะช้าลงหรือไม่ก็จะไม่เกิดปรากฏการณ์เลย